เสมือนคำนำ กรุณาอ่านก่อนเขยิบสายตาไปส่วนอื่น

ข้าพเจ้าพอได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาความเป็นไปของสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้บ้างตามสมควร หลายครั้งเต็มไปด้วยเรื่องราวแต่ทว่าไม่มีโอกาสได้เล่าใครให้ฟัง การเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องของโชคชะตาและภาระหน้าที่ ในเส้นทางที่หลายคนรู้จักกันดี ฮ่องกง เซินเจิ้น และมาเก๊า ใช่แล้วมันคงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนทั้งโลก ทว่ามันอาจจะใหม่สำหรับบางคน ข้าพเจ้าเขียนไม่ใช่ในลักษณะของการทำงานส่งสำนักพิมพ์ ข้าพเจ้าเขียนไม่ใช่ในฐานะของผู้รู้กว่าใคร แต่ตรงกันข้ามข้าพเจ้าเขียนในฐานะของนักเดินทางสองเท้าธรรมดาผู้หนึ่ง เข้าใจตามเห็นและเขียนตามที่เข้าใจ ถ่ายทอดตามความรู้สึกเสมือนได้เล่าให้เพื่อนสนิทสักคนสองคนฟังในวงสุรา   

 

ฤ โลกเราจะเป็นเช่นนี้ เหล้าขายดีกว่าสมุนไพร และซ่องคึกคักมากกว่าวัด!

เหยียบแผ่นดินมาเก๊าเวลา 11.30 น. (เวลาที่นี่เร็วกว่าไทย 1 ชม.) ใช้เวลาบินแค่ 2 ชม. คาดว่าเร็วกว่านั่งรถเมล์ไปไหนต่อไหนในกรุงเทพฯ ผมลากกระเป๋าออกจากสนามบิน โดยไม่ต้องกรอกใบเข้าเมืองด้วยซ้ำ นี่แหละเมืองที่เปิดรับทุกคนจริงๆ จากนั้นก็โบกแท็กซี่ไปโรงแรมในย่านเซนาโด โรงแรมที่เราจองมาเป็นที่พักระดับ 2-3 ดาว ราคาห้องคืนละสามพันกว่าบาท ขนาดของมันใหญ่พอจะให้เรายกของเข้าไปที่ละคน แล้วเดินข้ามหัวกันไปมายามที่ต้องหยิบสิ่งของเครื่องใช้

ล้างหน้าล้างตากันพอสดชื่นแล้วก็ออกไปทำงาน งานอะไร? งานของผมคือเขียนคู่มือท่องเที่ยว เป็นไกด์บุ๊คที่เน้นการให้ข้อมูลและไม่มีพื้นที่ให้พูดถึงเรื่องราวของการเดินทาง (ผมจึงมาเล่าตรงนี้ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานหลักอันใด อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าคราวนี้มันเป็น “ในฐานะของนักเดินทางสองเท้าธรรมดาผู้หนึ่ง”) ก่อนไปก็วางแผนกันเป็นเดือน จากนั้นก็บินมาเก็บข้อมูลกันจริง ๆ เดินศึกษาเส้นทาง ทำแผนที่ เก็บข้อมูล ถ่ายภาพ แล้วเอามารวบรวมเป็นหนังสือ โดยทริปนี้ผมเดินทางมากับพี่ช่างภาพอีกคน รวมกันเป็นสองชายในการเดินทาง 17 วัน ความยากของมันอยู่ที่การสื่อสาร สภาพอากาศ รวมไปถึงสถานที่ที่ต้องไปเก็บข้อมูลอีกนับร้อย!

เส้นทางสำรวจของผมในวันนี้กินพื้นที่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของแหลมมาเก๊า มันเป็นเส้นทางที่อุดมไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ผมเริ่มเดินสำรวจกันตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ไวน์ พิพิธภัณฑ์รถสูบหนึ่ง พิพิธภัณฑ์ความทรงจำ พิพิธภัณฑ์ของขวัญแด่มาเก๊า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์เจ้าแม่กวนอิม ให้ตายเถอะ มันเป็นวันที่ผมเข้าพิพิธภัณฑ์มากที่สุดในชีวิต  ทว่าพิพิธภัณฑ์นั้นน่าสงสาร เพราะคนมาน้อยเสียเหลือเกิน ไม่ใช่ว่าเขาทำพิพิธภัณฑ์ไม่ดีแต่คนที่นี่สนใจเข้าบ่อนกันมากกว่า พิพิธภัณฑ์บางแห่งคนเข้าชมน้อยกว่าเจ้าหน้าที่เฝ้าพิพิธภัณฑ์เสียอีก แม้ส่วนมากจะเปิดให้เข้าฟรีแต่ยังไม่ค่อยมีคน (ที่ไทยก็เป็นเช่นนี้) ตกเย็นผมนั่งรถเมล์กลับมาที่คาสิโนลีสบัว คนเป็นล้าน ฤ โลกเราจะเป็นเช่นนี้ เหล้าขายดีกว่าสมุนไพร และซ่องคึกคักมากกว่าวัด!

จากลีสบัวผมเดินต่อไปที่จัตุรัสเซนาโดและเดินเรื่อยไปจนถึงประตูโบถส์เซนต์ปอล ย่านนี้ก็เหมือนสยามบ้านเราคือมันเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง แต่ก็มีเสน่ห์ที่ต่างออกไปหลายอย่าง สิ่งที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ตั้งแต่อาคารบ้านเรือนไปจนถึงกระเบื้องปูพื้นแบบโมเสส และเสน่ห์อีกอย่างที่ดูน่าสนใจไม่แพ้กันก็คือความไม่กลมกลืน ใช่แล้วผมเขียนว่าไม่กลมกลืนจริงๆ ทำไม? โบถส์ฝรั่งปลูกติดกับวัดจีน ชาวบ้านพูดกวางตุ้งแต่ชื่อถนนดันเป็นโปรตุเกส วัยรุ่นสาวนุ่งสั้น อาแป๊ะเดินเปลื่อยพุง ตึกราบ้านช่องก็ย้อนแย้งกันอย่างไร้ระเบียบ โดดเด่กันแบบตามใจฉันและทีใครทีมัน เดี๋ยวจีนเดวโปรตุเกส เดี๋ยวเก่าเดวใหม่ แต่ประเด็นไม่ใช่ดีหรือไม่ดี ทว่ามันก็มีความสวยงามในแบบของมันเอง ในแบบของมาเก๊า

 

ส่วนคนหนุ่มสาวนะเหรอ? พวกเขาคงวุ่นอยู่ในบ่อน ไม่ในฐานะของเจ้ามือก็ผู้เล่น 

เช้านี้เริ่มต้นด้วยการเดินขึ้นเขาเม้าส์ฟอร์ทเทสเพื่อไปพิพิธภัณฑ์มาเก๊า พิพิธภัณฑ์เชิงประวัติศาสตร์ที่น่าแวะมาเยี่ยมชมที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหลาย เพราะนอกจากตัวพิพิธภัณฑ์จะจัดได้น่าสนใจแล้ว ตำแหน่งที่ตั้งบนยอดเขาก็ทำให้ได้ชมวิวสวยๆ ด้วย ซึ่งตัวเม้าท์ฟอร์ทเทสเองก็มีความน่าสนใจไม่น้อย ภาษาอังกฤษจริงๆ เรียก “Mount Fortress” แปลเป็นไทยว่าขุนเขาป้อมปราการ และมันคือป้อมปราการจริงๆ ปืนใหญ่หลายสิบกระบอกหันหน้าสู่ท้องทะเลทำหน้าที่ป้องกันชาติตะวันตกอื่นๆ ที่พยายามจะมายืดมาเก๊า นี่แหละที่ทำให้โปรตุเกสยืดมาเก๊าได้ยาวนานกว่า 400 ปี

จากนั้นผมเริ่มเดินขึ้นทิศเหนือเพื่อไปสวนคาโมส สวนคาซา แล้วเดินต่อไปที่เรดมาเก็ต เรื่อยขึ้นไปจนถึงวัดเจ้าแม่กวนอิม สถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก แต่เส้นทางที่เดินผ่านก็ทำให้ได้เห็นอะไรไม่น้อย มันคือมาเก๊าหลังม่านเซนาโด หรือกรุงเทพหลังฉากพารากอน ความจริงของหลายๆ เมืองที่ถูกฉาบไว้ด้วยพนังสีสวยงาม สำหรับมาเก๊าพื้นที่ส่วนนั้นมันเงียบเหงาจนเกือบจะเป็นเมืองร้าง ยามกลางวันผมจะเห็นแต่คนแก่และเด็กๆ ส่วนคนหนุ่มสาวนะเหรอ? พวกเขาคงวุ่นอยู่ในบ่อน ไม่ในฐานะของเจ้ามือก็ผู้เล่น 

ตกเย็นผมไปที่โบถส์เซนต์ลาซารัส ซึ่งคำว่า “Lazarus” นอกจากจะเป็นชื่อของเซนต์ในศาสนาคริสต์แล้ว ก็ยังสามารถแปลตรงตัวได้ว่าโรคเรื้อนหรือขอทาน ซึ่งในอดีตสถานที่แห่งนี้ก็เคยเป็นที่รักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนจริงๆ ส่วนพื้นที่บริเวณรอบๆ โบถส์ก็มีความคลาสสิคไม่แพ้ย่านเซนนาโด แต่จะต่างกันตรงที่มันแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวให้เห็นเท่าใดนัก สุดท้ายวันนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ “คง” เจ้าของร้านไอติมแห่งหนึ่งใกล้ๆ โบถส์เซนต์ลาซารัส เราพูดคุยกันถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงในมาเก๊า เรื่องของร้านค้าของชาวบ้านที่หดหายจนแทบไม่มีเหลือ คุณคงเจ้าของร้านพูดถึงเรื่องนี้ว่า แต่ก่อนมีร้านชาวบ้านชาวบ้านแบบเขาอยู่เยอะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว อย่างหนึ่งก็เพราะค่าที่มันแพง และอีกอย่างก็เพราะคนหนุ่มสาวหันไปทำงานในออฟฟิต หรือไม่ก็เข้าไปทำงานในคาสิโนกันหมดแล้ว

ผมจับมือเขาแล้วว่า “ถ้างันก็เหลือแต่คุณแล้ว ทำต่อไปเถอะ”

 

สาวๆ ส่งเสียงกริ๊ดกร๊าด แต่อย่าไปว่าพวกเขาเลย ผมเองยังหวาดเสียว มันเหมือนคนจะฆ่าตัวตาย!

เช้านี้เริ่มต้นด้วยการจ่ายเงิน 135 MOP (ประมาณ 1,200 บาท) แล้วกดลิฟท์ขึ้นไปชมวิวบนชั้น 58 ของมาเก๊า ทาวเวอร์ จากบนนี้จะสามารถมองเห็นทุกสัดส่วนของมาเก๊า ตั้งแต่คาสิโน วัดจีน โบสถ์ฝรั่ง เขตชุมชน เรื่อยไปจนถึงเมืองจูไห่ในเขตจีนแผ่นดินใหญ่ จากนั้นผมเพิ่มความสูงไปที่ชั้น 61 ซึ่งบนชั้นนี้จะสามารถถ่ายรูปได้สีที่จริงใจกว่าชั้นล่าง เพราะกระจกบนชั้นนี้เป็นกระจกใส ในขณะที่บนชั้น 58 กระจกจะอมสีเขียวหน่อยๆ ทำให้รูปที่ถ่ายมาสีจะเพี้ยนๆ ไป นอกจากนี้บนชั้น 61 ยังมีกิจกรรมพานักท่องเที่ยวไปเดินบนขอบตึก ปีนตึก รวมไปถึงกระโดดบันจี้จั้ม ทว่าค่าใช้จ่ายอาจจะน่ากลัวกว่าตัวกิจกรรม เพราะค่ากระโดดครั้งหนึ่งก็ปาเข้าไป 2,688 MOP (ประมาณ 10,752 บาท) ว่าแล้วก็มีคนกระโดดไปคนหนึ่ง มันวาบผ่านตาไปไวเหมือนฟ้าแล่บ สาวๆ ส่งเสียงกริ๊ดกร๊าด แต่อย่าไปว่าพวกเขาเลย ผมเองยังหวาดเสียว มันเหมือนคนจะฆ่าตัวตาย!

จากนั้นผมข้ามไปฝั่งไทปา ที่ฝั่งนี้เมื่อก่อนมี 2 เกาะคือเกาะไทปาและเกาะโคโลอาน ตั้งอยู่ห่างกันไม่มากโดยมีน้ำทะเลคั่นกลาง ต่อมาพวกคาสิโนมาลงทุนถมทะเลให้กลายเป็นแผ่นดิน เรียกว่าเขตคอไต่ (Cotai) พื้นที่ฝั่งนี้เลยรวมกันเป็นเกาะเดียวกัน แบ่งเรียงกันเป็น 3 ส่วน จากทิศเหนือลงใต้ก็คือ ไทปา คอไต่ และโคโลอาน

ที่ไทปาก็มีหมู่บ้านไทปาเป็นศูนย์รวมอาหารอร่อย โดยเฉพาะอาหารสไตล์แมคคานีส ที่นี่ก็มีขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน (อาหารแมคคานีส = อาหารโปรตุเกสฟิวชั่นกับอาหารมาเก๊า) ส่วนที่คอไต่ก็มีคาสิโน เวเนเชี่ยน ที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของมาเก๊า เวเนเชี่ยนใหญ่ขนาดไหน? มันยกแม่น้ำเอาไปไว้ในห้าง แล้วเรียกมันว่าแกรนด์คาแนล แล้วไม่ใช่แม่น้ำเล็กๆ มันมีเรือแจวให้คนไปนั่งได้ด้วย ส่วนที่โคโลอานนั้นน่ารักที่สุด มันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยังไม่โดนโลกใหม่ทำร้ายมากนัก ชีวิตที่นี่ยังดูเป็นแบบ Slow Life และที่สำคัญคือมันอยู่ห่างจากเขตคอไต่ซึ่งอุดมไปด้วยคาสิโนมาแค่เพียง 15 นาที (ด้วยความเร็วรถเมล์) แต่มันจะเป็นเช่นนี้ได้อีกนานแค่ไหน? แค่ตอนนี้ผมเห็นป่าคอนโดไล่หลังมาติดๆ  

 

อย่างน้อยเสียงลูกกลิ้งลูเลดก็ยังดูจับต้องได้มากกว่าเสียงสวดมนต์

วานนี้ขึ้นเขาไปไหว้เจ้าแม่อาม่า หรือเจ้าแม่ม่าจู หรือเจ้าแม่ทิ่นเหา หรือเจ้าแม่ทับทิมตามภาษาบ้านเรา เจ้าแม่นี้มีชื่อนับได้หลายสิบชื่อ ผันแปลไปตามแต่ภาษาถิ่นที่ชาวจีนพ้นทะเลเดินทางไปทั่วโลก เจ้าแม่ทับทิมเป็นเจ้าแม่แห่งท้องทะเล มีตำนานเล่ากันว่า แต่ก่อนมีเด็กหญิงคนหนึ่ง ขออาศัยเดินทางไปมาเก๊ากับชาวเรือฟรีๆ แต่ไม่มีใครยอมให้ไปด้วย สุดท้ายเรือลำหนึ่งใจดียอมให้อาศัยไปด้วย ปรากฏว่าระหว่างนั้นเกิดพายุใหญ่พัดเรือทุกลำจมหายลงสู่ก้นทะเล มีเหลือรอดมาได้อยู่ลำเดียว นั้นก็คือเรือใจดีที่รับเด็กหญิงคนนี้มาด้วย สุดท้ายเมื่อเรือถึงฝั่งเด็กหญิงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วหายวับไป จากนั้นชาวบ้านจึงสร้างวัดกราบไหว้เจ้าแม่อาม่ากันทั่วมาเก๊า เล่าให้ใครฟังใน พ.ศ. นี้คงไม่มีใครเชื่อ แต่มันก็เป็นนิทานที่ดี มันสอนให้คนหัดมีน้ำใจ แค่นี้ก็พอแล้ว บางทีจริงไม่จริงไม่ใช่ประเด็น

แต่เจ้าแม่จะเหงามั้ย? เพราะบนเขานี้มีแค่ผมและพี่ช่างภาพอีกคน ในขณะที่มองไปด้านล่างเห็นตึกคาสิโนเรียงรายกันสวยงามและดูท่าว่าจะโตวันโตขึ้น ฤ บางคราแกรนด์ลีสบัวจะน่ากราบไหว้มากกว่าเจ้าแม่? มองไปด้านล่างเห็นแต่ผู้คนวิ่งเข้าบ่อนไม่วิ่งเข้าวัด วัดร้าง พิพิธภัณฑ์ร้าง แกลเลอร์รี่ร้าง เมืองร้าง แล้วคนไปอยู่ไหน นักท่องเที่ยวไปอยู่ไหน คำตอบคืออยู่ในบ่อน เข้าบ่อนไปอย่างแรกที่คุณพบคือรถหรู ผลงานศิลปะล้ำค่า การตกแต่งแบบหรูหราอลังการ มันเหมือนเป็นคำเชิญชวนให้ทุกคนมารวย และดูเหมือนมันมีความเป็นไปได้มากกว่าการไปขอพรที่วัด

มาเก๊าในวันนี้เป็นยังไง? คนแก่เฝ้าวัด คนหนุ่มสาวเฝ้าบ่อน ความเชื่อมันต่างกัน ความคิดมันต่างกัน คนสมัยนี้ไม่มีเวลาสำหรับความคิดแสนโรแมนติกแบบนั้นหรอก ขอพรก็ขอแต่ไม่ได้หวังกับมัน อยากได้อะไรต้องลงมือทำ อย่างน้อยเสียงลูกกลิ้งลูเลดก็ยังดูจับต้องได้มากกว่าเสียงสวดมนต์ และกลิ่นหอมของเงินตราก็ยังดูจับต้องได้มากกว่าผลบุญ

 

พวกเขาเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ในแบบที่ว่าถ่างขารอแล้วอ้าแขนรับ

จากมาเก๊านั่งเรือมาเซินเจิ้นใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ปากแม่น้ำจูเจียงวันนี้มีเรือสินค้าขนาดใหญ่ให้เห็นทุกๆ 5 นาที เซินเจิ้นวัน