การเดินทางคือความฟุ่มเฟื่อยที่จำเป็นบัดซบ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร แถมยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย แต่อย่างที่บอกมันคือความฟุ่มเฟื่อยที่จำเป็น ใครหลายคนจึงเลือกเอาเงินเก็บอันน้อยนิดไปเที่ยว มากกว่าที่จะเอาเงินส่วนนั้นไปดาวน์รถ หรือซื้อเทคโนโลยีล้ำยุคที่ไม่มีวันจะได้ใช้

...

Day 1

17.30 น. ผมเรียกรถแท็กซี่ไปขึ้นรถทัวร์ที่เส้นวิภาวดี-รังสิต ความจริงรถออกตอน 2 ทุ่ม แต่การเผื่อเวลาให้ท้องถนนในเมืองกรุงสัก 1-2 ชม. ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกอะไร เราคงได้แค่ทำใจ และเผื่อเวลาให้มากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดกรุงเทพก็ขึ้นไปติดอันดับเมืองที่มีรถติดมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บางสำนักก็ว่าที่ 1 บ้างก็ว่าที่ 4 บ้างก็ว่าที่ 8 ใครจะเชื่อเจ้าไหนก็ว่ากันไป ความจริงก็คือคนที่เลิกงานตอนหกโมงเย็น หลายคนต้องติดแหง็กอยู่ในลานจอดรถเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะวนรถออกมาจากตึกได้  

รถ VIP ของสมบัติทัวร์ออกจากรังสิตตอน 2 ทุ่ม สภาพแวดล้อมของมันดูดีเหมือนขึ้นเครื่องบิน หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ยุคที่เราต้องทนฟังเพลงหมอลำของคนขับอย่างไม่มีทางเลือก นั่งดูหนังตลกแล้วหัวเราะไปพร้อมกับคนทั้งรถ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ทุกเบาะมีทีวีส่วนตัว ทุกคนเสียบหูฟังแล้วเลือกหนังดูเองได้ พนักงานหญิงแต่งตัวสวยงาม และบริการดีไม่แพ้สาวนางฟ้าบนเครื่องบิน ที่สำคัญคือเดี๋ยวนี้มีคนขับ 2 คนแล้ว  

ผมนั่งดูเจมส์ บอนด์ ภาคใหม่ จนจบแล้วหลับไป ตื่นมาอีกทีฟ้าก็เริ่มสว่าง เชียงรายค่อยๆ ปรากฏตัวในม่านหมอก เด็กน้อยซ้อนมอเตอร์ไซค์คุณพ่อฝ่าม่านหมอกไปโรงเรียน คนกรุงเยี่ยงผมได้แค่นึกอิจฉา หลายคนโรงเรียนกับบ้านห่างกันไม่ถึง 5 กม. แต่ต้องกระเสือกกระสนตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง บางวันควันสีดำลอยกลบฟ้า จนแสงตะวันส่องไม่ถึงพื้น มันเป็นเรื่องน่ากลัว น่ากลัวว่าควันสีดำจะเดินทางมาถึงที่นี่เร็วกว่าที่ใครคิด เพราะจริงๆ แล้ว กรุงเทพกับเชียงรายก็ไม่ได้ห่างกันเท่าไรเลย เราห่างกันแค่คืนเดียวเท่านั้น

รถจอดที่ อ. เชียงของ จ. เชียงราย ตอนเจ็ดโมงกว่า ผมลงรถหยิบกระเป๋าใบใหญ่มาสะพาย แล้วเรียกสามล้อไปที่ด่าน ไปถึงด่านก็ตรงเวลาด่านเปิดตอน 8.00 น. พอดี ระหว่างรอคิวได้พูดคุยกับคณะเดินทางของกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขากำลังจะไปไกลถึงคุณหมิง โดยไปข้ามด่านลาว-จีนอีกทีที่บ่อหาญ เห็นแล้วก็นับถือหัวใจแก เพราะการนั่งรถนั่งลาในลาวก็ไม่ง่าย ถนนก็ไม่ดีแถมยังต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงอีก ไม่รู้ว่าต่อไป ถ้าเราอายุรุ่นราวเดียวกับพวกแก จะมีแรงใจแรงกายออกเดินทางเยี่ยงนี้อีกหรือไม่

ข้ามโขงไปเพียงนิดก็ถึงลาว เอากระเป๋าเข้าไปวางแล้วออกมาทำงาน อย่างแรกที่ต้องทำคือการซื้อซิมโทรศัพท์แล้วเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ทำแผนที่ เราไม่เปิดโรมมิ่งมาเพราะมันสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ถ้ามาเปิดอินเทอร์เน็ตที่นี่คิดวันละแค่ 16 บาท หากโรมมิ่งมาจากไทยคงเสียมากกว่านี้หลายเท่า จากนั้นก็ไปเช่ามอเตอร์ไซค์ซึ่งต้องนำกลับมาคืนก่อนบ่ายสี่โมง ไม่สามารถเช่าข้ามวันข้ามคืนเหมือนที่บ้านเราได้ ก็เลยต้องรีบไปนู้นไปนี่กันหน่อย ไม่โวยมีหลงบ้างแต่ก็ไม่เสียเวลามากนัก พี่ช่างภาพที่มาด้วยกันเป็นคนขับ ส่วนผมเป็นคนกางแผนที่บอกทาง

ยามเย็นเราพากันขึ้นไปเก็บภาพที่วัดจอมเขามณีรัตน์ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง เมื่อขึ้นไปแล้วจะเห็นทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว โดยมีแม่น้ำโขงอยู่ตรงกลาง ซึ่งหากไม่มีการเมืองและประวัติศาสตร์แล้ว ความจริงก็ไม่น่ามีคำว่าไทยหรือลาว ลองคิดดูสิว่า คนไทยกับคนลาว หน้าตาก็เหมือนๆ กัน พูดก็พูดเหมือนๆ กัน อยู่ห่างกันแค่สายน้ำเส้นบางๆ ไหลริน หากไม่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์กันมา ใครจะรู้ว่าใครเป็นใคร ใครจะรู้ว่านี่คือคนละประเทศ ใครจะสามารถหยิบผื่นดินมาดอมดมแล้วรู้ว่าดินเยี่ยงนี้ดินไทย เยี่ยงนี้ดินลาว ดังนั้นอย่างว่าแต่ชีวิตคนกรุงเทพที่ห่างจากคนเชียงรายแค่ 1 คืน แล้วมันช่างแตกต่างกันนักเลย เพราะกับชีวิตคนเชียงของและคนห้วยซายที่แม้จะห่างกันแค่ 5 นาที แต่ก็แตกต่างกันยิ่งนัก

พลางนึกถึงเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่เคยเป็นประเทศเดียวกันแท้ๆ แต่ตัดสินใจเลี้ยวไปคนละทาง เกาหลีใต้ไปทางขวา เกาหลีเหนือไปทางซ้าย เลี้ยวสำคัญเพียงครั้ง ชีวิตของผู้คนก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เป็นเช่นนั้น ไทยลาวก็เช่นกัน ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน

edit @ 8 Apr 2013 19:30:46 by poor writer & stupid traveler

Comment

Comment:

Tweet

หวังว่าเกากลีเหนือคงไม่รบกับเกาหลีใต้หรอกนะ

#1 By ลอยลมเล่น on 2013-04-09 14:35